5 เทคนิคสอบ IELTS Speaking อย่างไรให้ผ่านฉลุย by Kru Tan Native Speaker
สำหรับน้องๆ ที่ต้องการเรียนต่อมหาวิทยาลัยหลักสูตรอินเตอร์ หรือเรียนต่อต่างประเทศ แน่นอนว่าการสอบวัดระดับภาษาคือเรื่องที่สำคัญมากถึงมากที่สุดเลย เพราะนี่คือหนึ่งใน Requirements ที่เป็นจุดวัดว่าน้องสามารถผ่านด่านประตูแรก หรือยื่นสมัครได้รึเปล่า
หนึ่งในการสอบที่ถือได้ว่าเป็นรูปแบบสุดฮิตที่น้องๆ ส่วนใหญ่เลือกกันก็คือการสอบ “IELTS” นั่นเอง เนื่องจากสามารถใช้ยื่นได้ในเกือบทุกสถาบัน เรียกได้ว่าเกือบทุกมุมโลกยอมรับในผลสอบนี้ แต่ยังไงก็ตามการสอบ IELTS ถือว่าหินเลยทีเดียวหากน้องๆ ที่ไม่ได้ใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาหลัก โดยเฉพาะพาร์ท Speaking
วันนี้พี่ๆ ignite เลยพาครูแทน สุดยอดติวเตอร์ภาษาอังกฤษจาก Ignite มาแชร์เทคนิคและจุดโฟกัสว่า “ทำยังไงดีนะ ถึงจะผ่านด่าน IELTS Speaking ไปได้?” สำหรับใครที่ยังไม่รู้ Kru Tan ของชาว ignite เป็น Native Speaker ที่เติบโตและศึกษาที่ประเทศอังกฤษ พร้อมดีกรีจาก Queen Mary U. of London ทำให้ทักษะในการสื่อสารของครูแทนเรียกได้ว่าลื่นไหนสุดๆ ไปเลย วันนี้เราเลยจะพาคุณครูมาแชร์มุมมองจากเจ้าของภาษา เรามาเริ่มกันเลยดีกว่า!
Overview on IELTS Speaking: การสอบเป็นยังไงนะ?
เป็นที่ทราบกันดีว่า IELTS นั้นจะมีทั้งหมด 4 พาร์ท ได้แก่ Reading, Listening, Writing, and Speaking ในการนำคะแนนไปยื่นมหาวิทยาลัยท็อปปัจจุบันนั้น บางแห่งอาจจะรับพิจารณาตั้งแต่ Overall Band 6.0 แต่หากให้เซฟ น้องๆ ควรจะมีคะแนนที่ 7.0+ อย่างไรก็ตามส่วนใหญ่จะมีการ require ว่าแต่ละพาร์ทน้องๆ จะต้องได้คะแนนเท่าไหร่ขึ้นไป ซึ่งเเปลว่า แม้คะแนนรวมจะถึง เเต่หากคะแนนในทักษะใดทักษะหนึ่งไม่เข้าเกณฑ์ก็ไม่สามารถยื่นได้
และแน่นอนว่า IELTS Speaking ก็เป็นหนึ่งในพาร์ทสุดโหดของน้องๆหลายคน เนื่องจากเป็น part ที่ต้องใช้ความลื่นไหลทางภาษา ต้องใช้ระยะเวลาในการฝึกฝน และการเก็งโจทย์ทำได้ยากกว่าทักษะอื่นๆ เรียกได้ว่าต้องใช้ไหวพริบค่อนข้างมาก ที่นี้เรามาเริ่มลงลึกกันในตัวพาร์ท Speaking กันดีกว่าว่าการสอบถูกแบ่งเป็นกี่ส่วน
ในส่วนของการวัดทักษะการพูดนี้จะถูกแบ่งออกเป็น 3 ส่วนใหญ่ๆ ก็คือ:
Part 1: General Questions
Part 2: Topic Communication
Part 3: Two-Way Discussion
รีวิวข้อสอบ IELTS Speaking
พาร์ทที่ 1 General Question (7-11 Questions: 5 Minutes)
ในส่วนนี้จะเป็นช่วง warm up ของการสอบพาร์ทพูดเลยก็ว่าได้ เนื่องจากตัวคำถามจะยังตรงตัวและไม่ต้องอาศัยการคิดวิเคราะห์เรียบเรียงคำพูดมากเท่าพาร์ทอื่นๆ
Examiner จะถามคำถามซึ่งส่วนใหญ่จะเกี่ยวข้องกับ Personal Background หรือเรื่องรอบตัวน้องๆ โดยหากดูจำนวนคำถามกับเวลารวมแล้ว เวลาตอบคำถามแต่ละข้อของน้องๆจะมีเพียง 30 วินาที ดังนั้นควรจะเลือกตอบประมาณ 3-4 sentences ต่อข้อ (แต่ไม่ตอบแบบถามคำตอบคำ น้องๆต้องตอบแบบมีการอธิบาย)
ตัวอย่างคำถามที่พบบ่อยๆ จะเป็นหมวด Work, Study, and Hometown เช่น:
What do you study?
Is that subject popular in your country?
What is your hometown like?
พาร์ทที่ 2 Topic Communication (2 Minutes)
ในพาร์ทนี้จะเป็นการ Discuss หัวข้อที่ได้รับจากการ์ด (Topic Card) โดยส่วนใหญ่แล้วในหัวข้อที่ได้รับจะมีคำถามย่อยอยู่ด้วย เป็นไกด์ไลน์ในการเล่าคำตอบให้น้องๆ โดยหลังจากได้รับกระดาษโจทย์ จะมีเวลาให้น้องๆ เตรียมตัวประมาณ 1 นาที น้องต้องใช้เวลานี้เขียนโน้ตคำตอบสั้นๆ จากนั้นเมื่อครบเวลาจึงเล่าความเห็นหรือคำตอบของตนเองประมาณ 2 นาที โดยในพาร์ทนี้ Examiner จะไม่ได้มีการพูดคุยกับผู้สอบ (ยกเว้นในกรณีที่ผู้สอบเริ่มคิดคำตอบไม่ออกหรือเกิดการติดขัด ก็อาจมีการช่วยถามต่อเสริมบ้าง)
ตัวอย่างคำถามที่พบบ่อย: Social/ Economics/ Politics เช่น:
Describe a newspaper or magazine you enjoy reading.
Describe a language you would like to learn.
Describe a successful small business that you know about.
พาร์ทที่ 3 Two-Way Discussion (4-8 Questions: 4-5 Minutes)
ในส่วนที่ 3 จะเป็นการถาม-ตอบ Examiner แต่เนื้อหาลงลึกและมีการวิเคราะห์มากกว่าพาร์ท 1 นอกจากนี้ในบางครั้งคำถามของพาร์ท 3 ก็มีการเกี่ยวโยงกับหัวข้อที่น้องๆได้รับในพาร์ท 2 อีกด้วย โดยคำถามที่อาจจะเจอบ่อยจะเป็นเชิงให้น้องๆแสดงเหตุผลจากสมมติฐาน เล่าเรื่องราวที่ผ่านมา หรือให้เปรียบเทียบความคิดเห็นที่มีต่อสองสิ่ง เป็นต้น
ตัวอย่างคำถามในพาร์ท 3 เช่น:
Do you think computers will one day replace teachers in the classroom?
Do you think diet is important?
What are the environmental issues in your country?
5 Techniques from Kru Tan: เตรียมตัวยังไงดี ในมุมมองของ Native Speaker
1. Go through word lists, and tick off the difficult ones.
โฟกัสที่จุดยากที่สุดคือเรื่องสำคัญ เพราะนี่จะเป็นส่วนที่ช่วยดึงคะแนนน้องๆ ออกมา ครูแทนขอแนะนำว่าในการเตรียมตัวสอบ IELTS นั้น น้องๆ มักจะมีคลังคำศัพท์ที่จับไปใช้ใน Topic ต่างๆ ได้ แต่จุดไล่คะแนนสำหรับน้องที่ไม่ได้ใช้ภาษาอังกฤษบ่อยๆในชีวิตประจำวันก็คือ “การออกเสียงที่ผิด” ในที่นี้ไม่ได้หมายถึงสำเนียงที่ไม่เหมือน Native แต่คือการออกเสียงคำซึ่งไม่ชัดเจนพอ และอาจเกิดการ mistaken เป็นคำอื่นๆ หรือ examiner อาจจะแบล้งก์ไปเลยก็ได้ว่า เอ้ะ คำที่น้องพูดคำนั้นคืออะไรนะ
ดังนั้นครูแทนแนะนำว่าให้กรุ๊ปคำที่มักออกเสียงผิดบ่อยๆ มาฝึกพูด เพราะน้องหลายๆ คนรู้จักความหมายและการนำไปใช้ที่ถูกต้องแล้ว แต่ก็จะได้คะแนนไปในพาร์ทการเขียนซะมากกว่า เนื่องจากพอจับคำมาใช้ใน Part Speaking กลับสื่อสารได้ไม่เคลียร์ ยกตัวอย่างคำง่ายๆ ที่มีการออกเสียงผิดบ่อยๆเลย เช่น maniac, debut, chaos, paradigm หรือบางครั้งการออกเสียงคำเบสิกอย่าง want ผิด (ลืมออกเสียงตัว T ตอนท้าย) ก็มีผลเหมือนกันนะ
ถ้าหากน้องรู้คำศัพท์ advanced ออกเสียงถูก และจับมาใช้ใน context ที่ถูกต้อง ก็จะโชว์ให้เห็นได้ว่าน้องมีความหลากหลายและคล่องตัวในการใช้ภาษา
2. Similar to the IELTS Writing part, you’ve got to structure your answer!
หลายคนอาจจะคิดว่าการพูดคุยแบบ fluent เนี่ยเป็นจุดหลักของการสอบ Speaking แต่ครูแทนต้องขอเสริมเทคนิคด้วยว่า การตอบคำถามในพาร์ท Speaking ของ IELTS นั้นต้องมี Structure ที่ดีด้วยนะ ซึ่งนี่จะคล้ายๆ กับพาร์ท Writing ควรโฟกัสส่วนโครงสร้างและการเรียงอธิบายคำตอบด้วย
เราลองมาดูกันที่พาร์ท 2 ซึ่งจะมีลักษณะเป็น Long Discussion เป็นการเล่าคำตอบยาวประมาณ 2 นาที และเป็นการเล่าเนื้อหาแบบ In-depth ในหัวข้อๆ หนึ่ง ดังนั้นน้องต้องใช้เวลาที่ทางการสอบเว้นให้เตรียมคำตอบ ลิสต์ออกมาว่าจะเริ่มเรียงการเล่ายังไง เพื่อที่เมื่อถึงเวลาตอบจริงจะได้ไม่พูดวกไปวนมา เรียง Sequence ผิด หรือบางคนนึกพูดไปและนึกคำพูดต่อไม่ออกกลางคันก็มีเช่นกัน หลักๆ แล้วครูแทนแนะนำให้น้องๆ เรียงคำตอบดังนี้
- Topic Sentence:
เริ่มเเรกน้องๆ ต้องให้ Direct Answer กับหัวข้อหรือคำถามที่ได้รับพร้อม Paraphrase ตัวหัวข้อเพื่อสร้างความชัดเจนว่าความคิดเห็นของน้องเป็นอย่างไรในเรื่องไหน และให้เกิดความเชื่อมโยงกับพาร์ทอื่นๆ ที่น้องจะเล่าต่อๆไป เช่น
Topic: Describe a piece of clothing that you like wearing.
Answer: To begin with, I’d like to get cracking by pointing out what type of clothes it is, and I have to go for the hooded sweatshirt which my mother gave me as a gift on my 18th birthday.
ในที่นี้มีการตอบคำถามได้ตรงประเด็นจากหัวข้อว่าเสื้อผ้าตัวโปรดนั้นคืออะไร (เป็นเสื้อ Sweater) พร้อม back up ด้วยดีเทล (..which my mother gave me as a gift on my 18th birthday) - Explanation:
แน่นอนว่าทุกคำตอบที่ดี ควรจะมีเหตุผลมารองรับเสมอ ในมุมมองของผู้ฟังนั้น เมื่อฟังคำตอบของน้องๆอย่างเดียวอาจจะไม่เข้าใจว่าทำไมเรามีความคิดเห็นหรือคำตอบเช่นนั้น ดังนั้นการให้คำอธิบายจะช่วยเพิ่มความชัดเจนของคำตอบ แล้วยังเพิ่ม Fluency and Coherence รู้จักเชื่อมโยงวลีและประโยคต่างๆ ด้วย - Example:
หลังจากที่น้องๆ ให้เหตุผลแล้ว ครูแทนแนะนำให้ยกตัวอย่าง เพื่อให้ผู้ฟังเห็นภาพได้ชัดอีกเสต็ปหนึ่ง เช่น หาก Topic ให้น้องเล่าถึงเพื่อนคนโปรด โดยน้องๆ อาจให้เหตุผลว่าที่เป็นคนโปรดเพราะเพื่อนคนนั้นสามารถพูดคุยได้สนุกหรือคอยอยู่ด้วยกันตอนมีปัญหา น้องควรยกตัวอย่างเพิ่มเติมถึงเหตุการณ์ที่เกี่ยวข้องกับเหตุผลนั้น เช่น:
The reason that I like him is that he’s great to have a chat with. “For instance, a while back I was having problems with my work, and I was really feeling stressed. I didn’t really have anyone to talk to at the time as my family was abroad and a couple of my good friends were not around…
3. Critical Thinking is Key: มองหาแนวคิดที่แตกต่าง จากสิ่งรอบตัว
ถึงแม้ว่าตัว Criteria ของ IELTS Speaking นั้นจะอยู่ที่ 4 แกนหลัก: Fluency & Coherence, Lexical Resource, Grammatical Accuracy และ Pronunciation แต่ทั้งหมดนี้จะอยู่รายล้อมจุดหลักซึ่งก็คือเนื้อหาที่น้องจะเล่าออกไป หลายๆคนไม่สามารถตอบคำถามได้เนื่องจากมีความรู้ไม่พอเกี่ยวกับ Topic ที่ได้รับ แม้ว่าทักษะการใช้ภาษาจะดี ยกตัวอย่างง่ายๆ เช่น บางคนได้รับโจทย์เรื่อง Nuclear หรือ Environmental Management ไปต่อไม่ถูกกันก็มี
โดยหลักๆ แล้วหัวข้อของ IELTS Speaking จะถูกวางอยู่บน 3 เรื่องหลักๆคือ “Social, Economics, และ Politics” น้องๆอาจต้องศึกษาหัวข้อเหล่านี้เข้าไว้ เพื่อจะได้รับมือกับคำถามที่ได้รับ และฝึกฝนการตอบคำถามแบบ Critical Thinking คือ คิดวิเคราะห์ รู้จักการขยายความให้เหตุผล มากกว่าการตอบเพียงแค่คิดว่าสิ่งนั้นผิดหรือถูก
4. Read a lot, it helps! : ฝึกอ่านให้เยอะ เพิ่มคลังคำศัพท์
เชื่อหรือไม่ว่าการอ่าน ก็เป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยเตรียมพร้อม IELTS Speaking เหมือนกัน นอกจากการที่ช่วยให้น้องๆ มีแง่มุม ทัศนะคติกับ Ongoing Topic ยังช่วยเพิ่มความหลากหลายของคำศัพท์ (Lexical Resource) อีกด้วย
ครูแทนแนะนำว่าการอ่านหนังสือพิมพ์ภาษาอังกฤษเป็นตัวช่วยที่ดีทางหนึ่งเลย พยายามปรับมุมมองให้การอ่านข่าวเป็นเรื่องน่าสนุก เรื่องน่าสนใจ และน้องๆ จะซึมซับคำศัพท์ได้รวดเร็วขึ้น โดยหากน้องๆ ไม่ได้อยู่ใน environment ที่คนรอบข้างพูดคุยกันด้วยภาษาอังกฤษเป็นหลัก การฟังรายการภาษาอังกฤษ บวกกับอ่านเนื้อหาภาษาอังกฤษในชีวิตประจำวัน จะช่วยสร้างความคุ้นเคยมากขึ้น
5. It’s about mentality, be confident!
เทคนิคสุดท้าย คือการเสริมความมั่นใจในการพูด จากประสบการณ์ของครูแทน มีน้องๆ หลายคนที่มีทักษะทางด้านภาษา หากเสริมความมั่นใจเข้าไปจะเป็นตัวช่วยคะแนนได้เช่นกัน เพราะหากน้องๆ ตอบคำถามอย่างไม่แน่ใจ สิ่งนี้ก็สามารถลด level of fluency & coherence ได้ นอกจากนี้ยังเกี่ยวโยงไปถึงการออกเสียงต่างๆ อีกด้วย เพราะนอกจากตัว “Pronunciation” แล้วเนี่ย ยังมีสิ่งที่เรียกว่า “Enunciation”
ตัว Pronunciation คือการออกเสียงคำให้ถูกต้อง อธิบายง่ายๆ ก็คือการนำ Group of Letters มารวมกันออกเสียงให้ถูกหลักเกณฑ์ มี Stress and Pitch
ส่วน Enunciation คือการออกเสียงคำให้ถูกในเชิงที่ว่านอกจากสามารถกรุ๊ปสระและอักษรให้ถูกแล้ว เวลานำคำนั้นมารวมกับคำอื่นๆ เป็นรูปประโยค สามารถพูดออกมาได้เคลียร์และ precise โดยรวม
ดังนั้นนอกจากน้องๆ จะออกเสียง pronounce คำออกมาได้แล้ว ตอนพูดต้องเสริมความมั่นใจจับมาร้อยเรียงและกล้าถ่ายทอดออกมาในรูปประโยคให้เข้าใจได้อีกด้วย นอกจากนี้หลายๆ คนตื่นเต้นจนลืมคำตอบ ดังนั้นต้องพยายามฝึกจำลองการสอบจริงและปรับ mindset ไว้ว่านี่คือการมานั่งพูดคุยสร้าง conversation กันซะมากกว่า
Related Blog & News
ข่าวสารและกิจกรรมที่เกี่ยวข้อง
-
Blog, Medical TCAS 1 (Portfolio)
ไขความลับ BMAT Writing เขียนยังไงให้ปัง!
สวัสดีครับน้องๆ วันนี้พี่กั๊ก Ignite by OnDemand จะขอมาแชร์สิ่งที่เรียกได้ว่าเป็น Pain ของหลายคนมากๆ ที่กำลังเตรียมตัวสอบ BMAT ใน Part3 : Writing Task มีคนถามพี่มาว่า พี่! จะเอายังไงดี เพราะว่า BMAT Writing กับเวลาที่มีอยู่มันยากเหลือเกิน ขอคำแนะนำหน่อย น้องครับหลายๆ คนคงรู้ว่าปัญหาของ BMAT นอกจากการเขียนแล้ว ยังเป็นเรื่องของเวลาที่จำกัด เพราะเรามีเวลาแค่ 30 นาทีในการเขียน BMAT 1 คำถามของ Writing ให้เสร็จครับ ดังนั้น วันนี้พี่กั๊กขอมาแนะนำนะครับว่า เราจะจัดการกับ 30 นาทีนั้นยังไง ก่อนอื่นเรามาทำความรู้จักกับข้อสอบ BMAT Writing กันก่อนครับ ทำความเข้าใจกับข้อสอบ BMAT Writing Task (Part3) BMAT Writing เป็นหนึ่งใน 3 Part […]
Comments (0)
-
Blog, SAT
เรียน SAT ที่ ignite by OnDemand คว้า 800 คะแนนเต็มก่อนใคร
เรียน SAT ที่ไหนดี ? ที่นี่เลย ignite by OnDemand คว้า 800 คะแนนเต็มก่อนใคร การันตีความสำเร็จด้วยน้องที่สอบติดคณะอินเตอร์ยอดฮิตกว่าพันคน เพราะคะแนน SAT คือกุญแจสำคัญที่ทำให้น้องสอบติดคณะอินเตอร์ยอดฮิต หลายๆ คนจึงมีคำถามกันว่าแล้วเราควรจะ เรียน SAT ที่ไหนดี ? พี่บอกเลยว่าต้องที่ ignite เพราะคลาสเรียน SAT ที่ ignite by OnDemand ได้ออกแบบมาอย่างเข้มข้นเพื่อให้น้องพิชิต SAT Perfect Score ด้วยการเรียนการสอนที่มีเนื้อหาครบและครอบคลุมทุกเรื่องที่ออกสอบ อัพเดทตามข้อสอบปีล่าสุดใหม่ทั้งหมด 100% พร้อมโจทย์เพิ่มเติมให้น้องฝึกฝนจนคุ้นมือและรับ Feedback ทันทีจากคุณครูผู้สอน เพื่อปิดจุดอ่อนและปรับปรุงได้อย่างตรงจุดที่สุด! นอกจากนี้น้องๆ ในคลาสเรียน SAT ที่ ignite by OnDemand จะได้เข้าร่วมกิจกรรม Pathway To success ที่เราสร้างมาเพื่อดูแลน้องๆ ให้มั่นใจว่าจะคว้า SAT Perfect […]
Comments (0)
-
SAT Math, Blog, SAT
รีวิวเตรียมตัวสอบ SAT Math ในเวลา 1 เดือน ให้ได้ 800 เต็ม ตั้งแต่สอบครั้งแรกโดยน้องเบสท์ อัสสัมชัญบางรัก
สวัสดีครับ ใครกำลังเร่งเตรียมตัวสอบ SAT วันนี้พี่แอดมินพา น้องเบสท์ ignite idol ที่สอบ SAT Math ครั้งแรกก็ได้ 800 เต็ม อีกทั้งยังใช้เวลาเตรียมตัวแค่ 1 เดือนเท่านั้น…ใครอยากรู้ว่าน้องเบสท์ มีเคล็ดลับเทคนิคและวางแผนการเตรียมตัว SAT Math อย่างไร…ห้ามพลาดบทความนี้นะครับ ก่อนอื่นต้องบอกเลยว่าผมไม่เคยรู้อะไรเกี่ยวกับการสอบ SAT Math มาก่อนเลย…ไม่รู้ว่าคือข้อสอบแบบไหน เนื้อหาเป็นอย่างไร รู้อย่างเดียวคือเอาไว้ใช้ยื่นคณะอินเตอร์ ซึ่งผมอยากเรียน BBA TU ครับ ตอนเพิ่งขึ้น ม.5 ก็ยังไม่ได้หาข้อมูลอะไร คิดว่าอีกนานกว่าจะยื่น แต่รู้ตัวอีกที เพื่อนก็พากันไปสอบ SAT กันหลายครั้งแล้ว ผมเลยต้องรีบเตรียมตัวบ้าง วันนั้นถามเพื่อนว่าเรียน SAT Math ที่ไหน ทุกคนก็บอกว่า เรียน SAT Math ที่ ignite…วันรุ่งขึ้นผมก็มาสมัครเรียนทันทีเลยครับ Timeline เตรียมตัวสอบ SAT Math ในเวลา 1 เดือน […]
Comments (0)
-
Blog, SAT
How to เคล็ดลับอัพคะแนน SAT 1,530 by น้อง Bam ignite
สวัสดีครับ พี่ ignite เห็นน้องๆ หลายคนอาจจะกำลังขมักเขม้นในการเตรียมสอบ SAT กันอยู่ วันนี้พี่เลยพาพี่แบม เจ้าของคะแนน SAT รวม 1530 มาให้น้องๆ รู้จักกัน พี่แบมจะมีเทคนิคในการเตรียมตัวสอบ พร้อมทริค เคล็ดลับอัพคะแนน SAT ยังไงในการพิชิต Perfect Score บ้างนั้น ไปสอบถามกันเลย Q: แนะนำตัวให้น้องๆ รู้จักกันหน่อยครับ? A: สวัสดีค่ะ ชื่อวริศรา ณรงค์วณิชย์ ชื่อเล่นแบมนะคะ มาจาก รร.สาธิตมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ปทุมวัน EP ค่ะ ตอนนี้พึ่งสอบติดคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ค่ะ Q: น้องมีการวางแผนการเตรียมตัวสอบ SAT ยังไงบ้างครับ? A: พี่สาวของเพื่อนแนะนำให้เตรียม SAT ไว้ตั้งแต่เนิ่นๆ เพราะมันยากกว่าภาษาอังกฤษปกติ ตอนแรกหนูก็ไม่คิดว่ามันจะยากขนาดนั้น แต่พอมาลองทำก็ยากจริงๆ ตอนนั้นจบ ม.4 หนูก็รู้ตัวแล้วว่าถ้าอยากได้คะแนน SAT เยอะๆ […]
Comments (0)
Comments