เตรียมตัวสอบ SAT Math + SAT Verbal ให้ได้ 1,450 ภายในเวลา 9 เดือน
สวัสดีค่ะ เราชื่อว่าไหมนะคะ วันนี้ไหมจะมารีวิวขั้นตอนเตรียมตัวสอบ SAT Math และ SAT Verbal ภายในระยะเวลา 9เดือน ด้วยประสบการณ์เตรียมตัวของไหมเองค่ะ ตอนนั้นไหมรู้ตัวว่าอยากเรียนทางด้าน Economics และ Business ทำให้ลังเลระหว่าง BE หรือ BBA ค่ะ ไหมเลยพยายามหาข้อมูลทั้ง 2 คณะให้ได้มากที่สุด โดยการหาจาก Internet บ้าง ถามจากรุ่นพี่บ้าง แล้วก็มาร่วมกิจกรรม Open house ต่างๆ ซึ่งระหว่างหาข้อมูลไหมก็ต้องเตรียมตัวเรื่องคะแนนไปด้วย โชคดีที่ทั้ง 2 คณะนี้ใช้คะแนนในการยื่นคล้ายๆ กันค่ะ
*สำหรับไหมตั้งใจจะเข้าที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เลยเลือกสอบ SAT กับ TU-GET ค่ะ (TU-GET ใช้ได้แค่ที่ธรรมศาสตร์) เพราะค่อนข้างง่ายและราคาเบากว่าข้อสอบอื่นๆ แต่สำหรับคนที่อยากเข้าที่อื่นด้วยแนะนำสอบ IELTS นะคะ
เกณฑ์ข้างต้นที่เห็นเป็นแค่เกณฑ์ขั้นต่ำเท่านั้น การจะติดได้จำเป็นต้องได้คะแนนสูงกว่านี้ค่ะ โดยสามารถเข้าไปดูรายละเอียดเพิ่มเติมเรื่องคะแนนต่างๆ และสถิติคะแนนที่ Website ของคณะได้เลยนะคะ!
ไหมเป็นคนที่มีพื้นฐานอังกฤษพอใช้ได้เพราะมีโอกาสได้เรียน English program ในตอนประถมต้น และก็มีโอกาสได้ไปแลกเปลี่ยนปีนึงที่อเมริกาตอนมัธยมปลาย แต่ 600 กว่าที่ได้มาในครั้งแรก ไหมคิดว่าไม่ได้ได้มาเพราะไปแลกเปลี่ยน แต่เป็นเพราะได้ไปฝึกอ่านจับใจความเยอะมากๆ ที่นู้นต่างหากค่ะ (ตอนนั้นได้ฝึกอ่านเยอะมากๆ เพื่อเก็บหลักฐานมา support ข้อโต้แย้งของเราใน essay) ดังนั้นทุกคนที่ไม่ได้ไปแลกเปลี่ยนหรือไม่มีโอกาสสัมผัสภาษาอังกฤษเยอะอย่ากลัวเด็ดขาดนะคะ อยู่ไทยเราก็ทำได้ การไปแลกเปลี่ยนมันสร้างบรรยากาศให้เราเก่งขึ้นได้จริง แต่ก็ไม่ได้แปลว่าอยู่ไทยเราจะทำไม่ได้ ใช่ไหมล่ะ!
Timeline ปี 2018: ช่วงที่เริ่มอ่านเตรียมตัวจริงจัง
(ในปี 2017 เคยลองสอบรอบ June แต่ยังไม่ได้เตรียมตัวจริงจัง ได้ 1290: Eng 610, Math 680)
จาก Timeline ข้างต้นจะเห็นได้ว่าไหมมีเวลาเตรียมตัวจริงจังทั้งหมด 9 เดือนเท่านั้น ไหมจึงเริ่มเตรียมตัว SAT MATH และ SAT Verbal ไปพร้อมๆ กันเลยค่ะ
เริ่มที่เดือน April >> เดือนนี้เริ่มต้นเตรียมตัวจริงจังเพื่อสอบตอนเดือน May
SAT Math
เนื่องจากก่อนหน้านี้ไหมเตรียมตัวอ่าน SAT MATH มาเองบ้างอยู่แล้ว และรู้สึกว่าตัวเองไม่ได้มีปัญหากับวิชานี้มากจึงลงเรียนคอร์ส Advanced SAT Math ของ ignite by Ondemand (ทาง ignite มีให้ทดสอบเพื่อหาคอร์สที่เหมาะสมกับเราที่สุดก่อนลงค่ะ) คอร์สนี้ใช้เวลาประมาณ 45 ชั่วโมง โดยเรียนสัปดาห์ละ 2 ครั้ง ซึ่งก็ใช้เวลาประมาณ 1 เดือน และพอเรียนจบก็ไปติวก่อนสอบที่ ignite เกือบทุกครั้ง คอร์สนี้ไหมชอบตรงที่มีสรุปเนื้อหาภาพรวมทั้งหมด แล้วก็มีการให้ทำโจทย์ที่ตรงกับเนื้อหานั้นๆ ทำให้เราไม่ลืมเนื้อหาที่เพิ่งเรียนไป และรู้วิธีนำมาประยุกต์กับโจทย์ได้อย่างรวดเร็วค่ะ นอกจากนี้ก็ชอบที่มีการจัดติวก่อนสอบมากๆ เพราะว่าจะมีการอัพเดดเนื้อหาที่ออกบ่อยๆ และฝึกตรงจุดนั้นและก็จุดอื่นๆที่สำคัญ ทำให้เราทันข้อสอบอยู่ตลอดค่ะ
นอกจากเรียนพิเศษที่ ignite แล้วสิ่งที่ไหมทำแล้วช่วยมากๆเลยคือ อ่านหนังสือเสริม และ การทำข้อสอบข้อสอบที่คล้ายจริง
สำหรับข้อสอบหลักๆ ที่ไหมทำคือ College board practice test ชุด 1-8, ข้อสอบ QAS ที่ถูกปล่อยออกมา และ The College Panda 10 Practice Tests ค่ะ
ส่วนหนังสือเสริมที่ไหมอ่านคือ SAT PANDA Advanced Guide และ Math Workbook ของ Kaplan หนังสือทั้งสองเล่มนี้แต่ละบทจะแยกเรื่องที่เราควรรู้ไว้ และมีแบบฝึกหัดท้ายบทที่รวมแค่เรื่องนั้นๆ ไว้ด้วย เราไม่แม่นสกิลสามารถกลับไปอ่านทวนได้ง่ายๆเลยค่ะ (SAT Panda ดีกว่าแต่อาจจะมีเรื่องใหม่ๆบางเรื่องที่ SAT ออกที่ไม่ครอบคลุม) เทคนิคของไหม คือ เน้นทำเอง ฝึกโจทย์แยกสกิล จับเวลา และทำซ้ำไปเรื่อยๆ เน้นคุณภาพ ไม่ใช่ปริมาณ ทำสมุดจดข้อผิดพลาดและอ่านก่อนทำชุดใหม่เพื่อปิดจุดอ่อน และอ่อ่านเรื่องที่ข้อสอบเน้นๆ และเพิ่งออกเรื่องนี้ไม่นานคือ
- Stat (Sampling)
- Box and whisker plot
จดทุกข้อผิดพลาดสำหรับเลขที่เคยทำไว้ในสมุด 1 เล่มและพยายามอ่านทวนก่อนทำข้อสอบชุดใหม่
และก็ได้เข้าไปอ่านหนังสือที่พี่ภัทร์ แนะนำให้อ่านก่อนสอบที่บทความนี้: 5 Review หนังสือ SAT Math อ่านเล่มไหน ได้เต็มชัวร์!!
(น้องๆ ignite สามารถดูรีวิวข้อสอบ SAT Math ปี 2018 โดยพี่ภัทร์ ได้ที่บทความนี้: REVIEW ข้อสอบ SAT MATH ปี 2018 ทุกรอบ!!)
SAT Verbal – เน้นการอ่านเองเป็นหลัก
MY SAT STRATEGY
ไหมว่าการวางกลยุทธ์ก่อนการเริ่มอ่าน SAT เป็นอะไรที่สำคัญมากๆ ปกติไหมจะวางแผนโดยเริ่มจากการไปดูตารางเทียบคะแนน SAT ตัวอย่างในเน็ต (แม้มันจะไม่เหมือนที่เขา score คะแนนจริง100% แค่เอาพอเป็นแนวได้ค่ะ) แล้วตั้งไว้เลยว่าเราอยากได้ซักเท่าไหร่รอบนี้ จากนั้นก็คำนวณคร่าวๆว่าเราควรผิดพาร์ทไหนกี่ข้อ
(โดยน้องๆ ignite สามารถมาศึกษาแนวข้อสอบ SAT Verbal อย่างละเอียดได้ที่: รีวิวข้อสอบ SAT VERBAL ปี 2018 )
สำหรับกลยุทธ์ที่ไหมใช้คือ ทำ Math ให้เกือบเต็มหรือเต็มให้ได้ และ writing ก็เช่นกันค่ะต้องผิดให้ได้น้อยสุด เพราะมันง่ายกว่า reading เยอะมาก เราควรทุ่มเทในการฝึกสกิลแยกย่อยของ writing ค่ะ
โดยช่องทางที่ดีในการฝึกสกิลย่อยของ writing นะคะคือ
- หนังสือ SAT Grammar ของ Erica
- Khan academy ตรง Grammar and effective language use
- หนังสือ SAT panda writing
โดยส่วนตัวแล้วไหมใช้ทั้งสามช่องทาง แต่ที่ใช้แบบอ่านจนจบหมดเกลี้ยงคือ SAT Grammar ของ Erica ค่ะ (SAT panda ไหมมาเจอตอนจะสอบแล้วเลยไม่ได้ใช้จนหมด แต่พบว่าดีมากเหมือนกันค่ะ)
พอฝึกสกิลย่อยๆ จนแม่นแล้ว ไหมค่อยมาลุยทำข้อสอบค่ะ ตั้งเป้าสุดท้ายไว้เลยเราจะผิดประมาณกี่ข้อ แล้วฝึกจนกว่าจะทำได้ตามนั้น ตอนแรกไหมผิดเยอะอยู่ค่ะเพราะยังจำสกิลย่อยไม่ได้หมด แต่ทำไปทำมา อ่านเฉลยไปมา ย้อนกลับไปย้ำสกิลแยกที่ไม่แม่น จนทำได้ตามเป้าหรือไม่ห่างมากค่ะ โดยเวลาจะรู้ได้ว่าทำได้ถึงเป้าแล้วคือตอนที่จำนวนข้อที่เราผิดนิ่งค่ะ เช่น สมมุติตั้งเป้าว่าผิดซัก 5-6 ข้อ เราจะต้องผิดแบบนั้น สักประมาณ 5 ชุดขึ้นไปค่ะ ไม่ใช่ทำครั้งนึงผิด 5 ข้อแล้วหยุดเลยนะคะ
โดยข้อสอบที่ไหมใช้ในการฝึก writing แล้วคิดว่าดีและตรงมากๆ คือใน Khan Academy ค่ะ ข้อสอบเขาตรงมากๆ ทั้ง writing และ reading เลย (Math ไหมไม่ค่อยได้ทำ) นอกจาก Khan แล้ว New SAT practice tests ของ ies test prep writing , the Princeton review 10 practice tests for the sat หรือที่พวกเรารู้ๆกันอยู่ว่าตรงสุดก็คือ CB ชุด 1-8, ข้อสอบ QAS ก็เป็นช่องทางที่ดีมากๆค่ะ
แม้พวกเราจะได้ Writing กันแล้วแต่ก็อย่าทิ้ง Reading นะคะ ส่วนตัวไหมชอบ Reading ที่สุดเพราะ Passage มันน่าสนใจและก็กระตุ้นให้คิด ท้าทายดี วิธีการที่ไหมใช้พัฒนาสกิลนี้คือ
- ทำข้อสอบ College board practice test ชุด 1-8 + ดู เว็บไซต์ 1600io วิเคราะห์และเฉลย เขาสอนดีและละเอียดมากๆค่ะ แนะนำจริงๆ
- ทำข้อสอบและอ่านเฉลยไปเรื่อยๆ ช่องทางที่ใช้คือ New SAT practice tests (ของ ies test prep) , Khan Reading test และข้อสอบ QAS
- อ่านเทคนิคการทำ reading ในเล่ม SAT Reading ของ Erica อันนี้ไหมอ่านข้ามๆไม่เรียงบท เอาบทที่ตัวเองไม่ถนัดค่ะ
- พยายามท่องศัพท์ในเล่มในข้อ 3 และ ท่องศัพท์ที่อยู่ใน list ของเว็บ https://blog.prepscholar.com/sat-vocabulary-words
พอเริ่มอ่าน SAT กันจริงจังแล้ว ไหมเชื่อว่าทุกคนค้นพบวิธีการอ่านที่ใช่สำหรับตัวเองนะคะ โดยสำหรับไหม ไหมชอบอ่านและทำวิชานึงแบบยาวๆ ไปเลยค่ะ สมมุติวันนี้ตั้งใจจะอ่าน SAT Verbal ไหมจะอ่านทั้งวันเลยค่ะ แล้วค่อยอ่าน Sat Math วันต่อไป แต่ส่วนใหญ่อาจจะเป็นแบบอาทิตย์นึงไปเลยค่ะ แล้วแต่สกิลที่ตั้งใจจะฝึก เช่นไหมตั้งใจจะแก้สิ่งที่ไม่แม่นของ Math ไหมก็จะต้องเข้าใจมันจริงๆ ว่ามีอะไรบ้าง แก้ยังไง จะอยู่กับมันจนกว่าจะแก้ได้เลยค่ะ ยกเว้นอาทิตย์ใกล้สอบจริงๆ ที่ไหมเริ่มจะทำ Verbal กับ Math สลับไปวันเดียวกันจำลองสถานการณ์ในวันที่เราจะต้องเจอจริงค่ะ
ไหมทำอย่างนี้อยู่เป็นประจำผลคะแนนรอบ MAY 2018 – ENG 670, MATH 750 (รวม 1420)
น้องๆ สามารถอ่าน Tip&Tricks พิเศษในการสอบ SAT Verbal จากพี่ข้าวได้ที่นี้บทความนี้: คัมภีร์วิธีลัดในการพิชิตคะแนน SAT VERBAL 2019
เดือน JUN – SEP ไหมก็ใช้วิธีตามด้านบนซ้ำๆ ทำอย่างมีวินัยและต่อเนื่องค่ะ
จากการอยู่กับ SAT มาพักหนึ่ง ไหมมองว่านี่คือคุณลักษณะที่ควรมีสำหรับการทำ SAT นะคะ
1. ต้องสนุกกับ SAT
อันนี้คือ Mindset แรกๆเลยที่ควรมีนะคะ เราชอบอะไรเราก็จะทำมันได้ดี อย่าคิดว่ามันคือข้อสอบ (ถ้ามันทำให้เราเครียด) คิดซะว่า SAT คือเพื่อนที่เราจะต้องตีซี้ให้ได้มากสุด หรือครูที่กำลังจะมาสอนบทเรียนอันยิ่งใหญ่ให้เราก็ได้ค่ะ
2. จงพร้อมที่จะเรียนรู้และเปลี่ยนวิธีการทำของตัวเองเสมอๆ ถ้าวิธีเดิมไม่เวิร์ก
Quote ตรงมากเลยค่ะ
‘Insanity is doing the same thing over and over again and expecting different results.’
ทุกครั้งที่คะแนนไหมเพิ่มขึ้นได้ ไม่ว่าจะตอนทำแบบฝึกหัดหรือข้อสอบจริง ไหมจะรู้สึกได้ว่าตัวเองได้รู้อะไรที่ตัวเองไม่เคยรู้มาก่อนเสมอ เราไม่ควรทำแบบฝึกหัดรัวๆ (ควรเน้นที่คุณภาพ ไม่ใช่ปริมาณนะคะ) แต่ให้กลับมา reflect กับตัวเองด้วยว่าแต่ละชุดที่เราทำไป เราได้เรียนรู้อะไรบ้าง ทำสมุดจดข้อผิดพลาด/จดศัพท์ใหม่ที่เจอ/ทำสรุปสูตรเลข ของตัวเองไว้เลย (สำคัญมากๆค่ะ)!!!! และก่อนจะฝึกทำชุดใหม่ก็มาทบทวนข้อผิดของตัวเองเพื่อจะได้ไม่ผิดซ้ำซาก ทำแบบนี้จะตกผลึกความคิดว่า อ๋อ เราเคยเจอข้อแบบนี้แล้ว มันต้องคิดแบบนี้ จนกระทั่งถึงจุดที่ทำให้เราผิดน้อยลงมากๆ เพราะเราพอจับวิธีคิดของข้อสอบได้แล้ว วิธีคิดที่ถูกจะทำให้เราทำถูกค่ะ
3. รู้จักข้อสอบ
การจะซี้กับเพื่อนคนนึงได้ เราก็ต้องรู้จักตัวตนที่แท้จริงของเขา SAT เองก็เช่นกันค่ะ จะทำข้อสอบได้ดี จะต้องรู้ว่าคนออกเขาต้องการอะไรจากเรา โดยไหมมองว่า SAT ชอบ
– คนไม่ขี้มโน + มีเหตุผล
อันนี้สำคัญมากๆค่ะ นอกจากเราจะต้องตอบตรงคำถามแล้ว อย่าคิดเองเออเอง เชื่อมโยงเองเด็ดขาด เราต้องตอบและวิเคราะห์เท่าที่เขาให้มาเท่านั้นนะคะ (อันนี้กับ reading ใช้เยอะมาก)
- Reading — เขาจะชอบหลอกให้เราไปหลงวนเวียนกับข้อมูลที่มันสรุปไม่ได้ใน passage บางทีข้อ choice ก็ให้ข้อมูลเยอะเกินไป น้อยเกินไป ซึ่งมันจะสรุปจากเท่าที่ให้มาไม่ได้ค่ะ (too broad/too narrow) ไม่ก็เอาใส่ choice ที่เออเราว่ามันดูใช่นะเพราะเราเอาไปเชื่อมโยงกับสิ่งที่เคยรู้ในหัว แต่ปรากฏว่า passage ไม่ได้ state เอาไว้เลยค่ะ (แสบมาก!)
- Writing — สำหรับไหม ไหมแนะนำว่าควรอ่านเนื้อเรื่องและเข้าใจมันระหว่างที่เรากำลังแก้ grammar ไปด้วย เพราะบางข้อเช่นควรลบ/เพิ่มข้อความ หรือจะเพิ่มข้อความไหนดีล้วนเกี่ยวกับเนื้อหาใน passage ทั้งนั้น ดังนั้นเราต้องตอบให้ตรงว่าเขาต้องการอะไรกันแน่
– คนไม่สะเพร่า + พื้นฐานแน่น
อันนี้เห็นชัดในเลข และ writing ค่ะ SAT ไม่ใช่ข้อสอบเลขและ writing ที่ยากมากขนาดนั้น แต่ต้องรอบคอบมากๆ พื้นฐานต้องแน่นค่ะ
วิธีฝึกพื้นฐาน คือการฝึกแยกสกิล ทีละเรื่อง และย้ำเรื่องที่ไม่แม่น
วิธีฝึกความรอบคอบ คือฝึกทำแบบจับเวลาบ่อยๆทำบรรยากาศให้คล้ายกับทำข้อสอบจริง (ถ้าเราคิดว่าพื้นฐานเราแน่นพอจะลุยได้แล้วนะคะ) รวมถึงการสวดมนต์ นั่งสมาธิ ปฏิบัติธรรมเล็กๆน้อยๆ ฝึกให้ตัวเองมีสติในตอนกำลังทำสิ่งต่างๆมากขึ้นจะช่วยได้เยอะเลยค่ะ
– คนอ่านเก่ง อ่านเร็ว
SAT เป็นข้อสอบที่ผ่านไปเร็วมาก ต้องทำแข่งกับเวลาค่ะ ดังนั้นถ้าเราอ่านจับใจความได้เร็วจะได้เปรียบ ไหมขอแนะนำให้อ่านเยอะๆๆๆ แบบ active reading คือพยายามคิด จดจำและเชื่อมโยงข้อมูลไปด้วยระหว่างการอ่าน อ่าน passage sat reading จะช่วยได้เยอะมากหรือว่าอ่านข่าว/บทความภาษาอังกฤษอะไรก็ได้นะคะ ถ้าอ่านไม่รู้เรื่องหรือช้าก็ควรมานั่งวิเคราะห์ตัวเองว่าทำไมเป็นแบบนั้น เป็นเพราะเราไม่รู้ศัพท์รึเปล่านะ หรือว่า ไม่เข้าใจรูปประโยคแบบนี้เลย ต้องปิดจุดอ่อนตัวเองให้ได้ค่ะ ย้ำ! ปิดจุดอ่อน! ปิดจากการรู้จุดอ่อนแล้วแก้
เช่น ไม่รู้ศัพท์ก็หาศัพท์ SAT มาท่องเยอะๆ จากการรวบรวมเองหรือไปหาจากเน็ตก็ได้ค่ะ มีเยอะมากๆ เวลาท่องศัพท์แนะนำให้ท่องแบบรู้ว่าเอามาใช้ยังไงด้วยนะคะ อีกอย่างบางทีต้องระวัง เราอาจจะจำคำแปลพื้นฐานได้ แต่ SAT อาจจะออกคำแปลแบบ advance ได้ค่ะ เช่น appreciate ที่ใช้บ่อยๆแปลว่าเห็นคุณค่า แต่บางที SAT ก็ใช้ appreciate ที่มีความหมายว่าเพิ่มขึ้น (This house has appreciated in value.) ส่วนใน Math ก็ต้องรู้ศัพท์และรู้ว่าถ้าถามแบบนี้แสดงว่าต้องทำแบบนี้ จะได้อ่านเร็ว เข้าใจโจทย์ค่ะ
ถ้าน้องๆ คนใดต้องการผู้ช่วยในการเตรียมตัวสอบ SAT ไม่ว่าจะเป็น SAT Math หรือ SAT Verbal สามารถเข้ามาสอบถามคอร์ส SAT ของเราที่มีให้น้องๆสามารถเลือกเรียนได้หลากหลายรูปแบบ ดูข้อมูลคอร์สเรียนได้ที่:
สามารถดูข้อมูลคอร์ส SAT Math เพิ่มเติมได้ที่ >> https://www.ignitebyondemand.com/our-courses/sat-math-cu-aat/
สามารถดูข้อมูลคอร์ส SAT Verbal เพิ่มเติมได้ที่ >> https://www.ignitebyondemand.com/our-courses/sat-verbal/
Related Blog & News
ข่าวสารและกิจกรรมที่เกี่ยวข้อง
-
Blog, SAT Subject Tests
คู่มือสำหรับพ่อแม่ที่อยากให้ลูกสอบติดคณะวิศวะอินเตอร์
สวัสดีคุณพ่อคุณแม่ที่อยากให้ลูกเรียนวิศวะทุกท่านนะครับ…วันนี้ ignite จะขอมาแนะนำการ สอบเข้าคณะวิศวะอินเตอร์ ไม่ว่าจะ วิศวะอินเตอร์ จุฬาฯ , วิศวะอินเตอร์ ลาดกระบังฯ หรือ วิศวะอินเตอร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โดย ignite จะมาแนะนำว่าน้องๆ ต้องใช้คะแนนอะไร เพื่อยื่นเข้าวิศวะใน TCAS รอบ 1…รู้ก่อน สอบติดก่อน มาวางแผนการเรียนให้ลูกสอบติดก่อนใครกับ ignite ได้เลยครับ คะแนนที่ต้องใช้ เพื่อยื่นเข้า วิศวะอินเตอร์ TCAS รอบ 1 1. Math หรือผลสอบความสามารถทางคณิตศาสตร์ ผลสอบวิชาคณิตศาสตร์ คือ คะแนนที่มหาวิทยาลัยที่เปิดรับคณะวิศวะอินเตอร์ ส่วนใหญ่กำหนดให้น้องๆ ใช้เป็นคะแนนในการยื่นเพื่อพิจารณานะครับ ซึ่งส่วนใหญ่แล้วน้องๆ มักจะเลือกสอบอยู่ 2 ตัวด้วยกันคือ SAT Math และ CU-AAT Math ถ้าคุณพ่อคุณแม่ยังไม่แน่ใจว่าข้อสอบทั้ง 2 อย่างแตกต่างกันอย่างไร…ignite จะขอแนะนำให้ ณ ที่นี่เลยครับ […]
Comments (0)
-
Blog
เทคนิคการเลือกวิชา IGCSE, A-Level ให้ได้คณะในฝัน
การเลือกวิชาใน IGCSE และ A-Level นั้นถือว่าสำคัญมากๆ เพราะเป็นการกำหนดอนาคตที่ใช้ยื่นคะแนนเข้าคณะในฝันของนักเรียนทุกคนที่เรียนหลักสูตรอังกฤษ เพราะหลักสูตรนี้ถือว่าได้รับการยอมรับในสากลจากมหาวิทยาลัยทั่วโลก นักเรียนหลายคนมักจะสับสนว่าควรเลือกวิชาที่ชอบ หรือวิชาที่จำเป็นดีกว่า ดังนั้นวันนี้พี่ๆ ignite จะมาแนะนำเทคนิคการเลือกแบบเข้าใจง่ายๆ ให้น้องๆ กันครับ ถ้าพร้อมแล้วก็มาเริ่มกันเลย !! ทำความรู้จักหลักสูตร IGCSE vs A-Level จากภาพด้านบน กล่าวได้ว่า IGCSE นั้นคือหลักสูตร 2 ปีสำหรับน้องๆ Year 10-11 ที่เป็นการเตรียมปูพื้นฐานวิชาให้มีองค์ความรู้รอบด้านและแน่นพอที่จะเลือกเรียนวิชาในขั้นสูงกว่า หรือการทำ A-Level อีกสองปี เพื่อยื่นคะแนนทั้ง 3 วิชานี้เข้ามหาวิทยาลัยที่น้องๆ ต้องการ ต่อมาเรามาดูกันว่าเราควรเลือกเรียนวิชาอะไรให้ตรงกับคณะที่เราต้องการเข้าศึกษาต่อ มาเริ่มกันที่หลักสูตรแรกนั้นก็คือ IGCSE เทคนิคการเลือกวิชา IGCSE โดยวิชาที่น้องๆ สามารถสอบได้ใน IGCSE นั้นแบ่งออกเป็น […]
Comments (0)
-
Blog, CU-ATS/CU-AAT
ข้อสอบ ACT คืออะไร? มารู้จักอีกหนึ่งโอกาส สอบติดคณะอินเตอร์
ข้อสอบ ACT คืออะไร? คงเป็นคำถามที่น้องๆ ทีมอินเตอร์สงสัยกันมากที่สุดตอนนี้ !!! หลังจากที่ข้อสอบ SAT Subject tests ถูกยกเลิกอย่างเป็นทางการ ทำให้มหาวิทยาลัยในไทยที่เปิดสอนหลักสูตรอินเตอร์ต่างพากันเบนเข็มมาเปิดรับคะแนน ACT กันมากขึ้น ไม่ว่าจะคณะวิศวะหรือวิทยาศาสตร์ ดังนั้นใครที่อยากสอบติด TCAS รอบ1 ต้องมารู้จักกับข้อสอบ ACT ที่เป็นอีกหนึ่งโอกาสทำให้น้องๆสอบติดคณะอินเตอร์ยอดฮิตนะครับ ถ้าพร้อมแล้วไปอ่านพร้อมกันได้เลย…ignite เตรียมข้อมูลพร้อมเสิร์ฟให้น้องๆ แล้วครับผม ข้อสอบ ACT คือ ACT หรือ American College Testing Assessment คือ ข้อสอบมาตรฐานจากประเทศสหรัฐอเมริกาและแคนาดาใช้วัดระดับทักษะด้านการใช้เหตุผล การคิดวิเคราะห์ การแก้ไขปัญหา และการสื่อสารที่จำเป็นในการเรียนต่อมหาวิทยาลัย โดยมหาวิทยาลัยหลักสูตรอินเตอร์ที่เปิดรับนักศึกษาจากระบบ TCAS รอบ1 มักจัดหมวดหมู่คะแนน ACT ให้อยู่ประเภทเดียวกับคะแนน SAT หรือ SAT […]
Comments (0)
-
Blog, GED
เรียน Homeschool คืออะไร? เรียนยังไงให้ได้วุฒิ ด้วย GED
สวัสดีน้องๆและผู้ปกครองทุกคนนะคะ พี่เชื่อว่าหลายๆ คน คงจะรู้จัก GED หรือการสอบเทียบวุฒิมาบ้าง ไม่มากก็น้อย และก็คงจะเคยได้ยินคำว่า การเรียนแบบ Home School กันมาบ้าง วันนี้พี่จะมาคลายทุกข้อสงสัย ว่าการเรียนแบบ Homeschool คืออะไร? มีความแตกต่างกับการเรียนในโรงเรียนอย่างไร มีข้อดี-ข้อเสียอย่างไรบ้าง และการเรียนแบบ Homeschool จะยื่นเข้ามหาวิทยาลัยในฝันได้อย่างไร ก่อนอื่นอยากจะมากระซิบก่อนเลยว่า การสอบ GED เป็นการเพิ่มโอกาสในการสอบเข้ามหาวิทยาลัยสำหรับน้องๆ ที่เรียนแบบ Homeschool มากๆ น่าสนใจขนาดนี้แล้ว งั้นไปดูกันทีละหัวข้อเลยค่า การเรียนแบบ Homeschool คืออะไร ? Home School นั้นถูกจัดว่าเป็นประเภทหนึ่งของการจัดการศึกษาให้เด็กในวัยเรียน โดยอิงตามมาตรา 12 ของ พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ ซึ่งครอบครัว พ่อแม่ สามารถจัดการการศึกษาพื้นฐานให้แก่เด็กเอง โดยที่ไม่ต้องเข้าเรียนในโรงเรียนของรัฐ หรือเอกชน หรือถ้าพูดให้เข้าใจง่ายๆ คือ […]
Comments (0)








Comments