การเขียน Reflection คือ?│ สำคัญอย่างไรกับแพทย์รอบพอร์ต
หากใครมีโอกาสได้อ่าน Blog เรื่องการเขียน SOP ที่พี่เคยบอกไว้ว่า “การเขียน SOP ก็เหมือนการเขียนไฮไลท์สำคัญที่ปกหลังของหนังสือ” ที่มีผลต่อการตัดสินใจซื้อและไม่ซื้อหนังสือเล่มนั้นของใครหลายๆ คน แต่สำหรับ การเขียน Reflection นั้น พี่ขอนิยามว่าเป็นการปิดจบบทสรุปของเรื่องราวในหนังสือให้คนดูประทับใจก็แล้วกัน ในเมื่อเราตั้งใจทำทุกขั้นตอนมาเป็นอย่างดีแล้ว วันนี้เรามาเรียนรู้ การเขียน Reflection ให้ผู้อ่านประทับใจกัน
การเขียน Reflection คืออะไร?
ก่อนอื่นเราไปทำความรู้จักกันก่อนว่า การเขียน Reflection คือ อะไร? หากแปลตรงความหมาย Reflection คือ การสะท้อน หรือการครุ่นคิด ไตร่ตรอง ดังนั้นการเขียน Reflection จึงเป็นการเขียนเพื่อสะท้อนสิ่งที่เราได้เรียนรู้ สิ่งที่คิด สิ่งที่เกิดขึ้น รวมไปถึงผลลัพท์ของสิ่งใดสิ่งหนึ่งที่เราได้ทำไป เป็นสิ่งที่จะช่วยให้ผู้อื่นเข้าใจว่าเรามีมุมมองหรือแนวคิดต่อสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างไร เป็นสิ่งที่ช่วยสะท้อนมุมมองและตัวตนของน้องๆ และที่สำคัญคือเป็นสิ่งที่คณะกรรมการอยากเห็นมากที่สุดจากน้องๆ ที่ยื่นสมัครเข้ารับการคัดเลือกรอบใน TCAS รอบ 1 หรือรอบ Portfolio
ควรเขียน Reflection เมื่อใด?
คำถามต่อมาที่น้องๆ มักถามต่อคือ แล้วเราควรเขียน Reflection ตอนไหน? ถ้าเอาตามหลักการเลย เราควรเขียน Reflection ทันทีหลังทำกิจกรรมนั้นๆ หรือหลังกิจกรรมนั้นเกิดขึ้นได้ไม่นาน เพราะจะเป็นช่วงเวลาที่เรายังสามารถจดจำความรู้สึกต่อเหตุการณ์นั้นได้ดีที่สุด พูดง่ายๆ ว่า “ยังอินอยู่” นั่นแหล่ะ
แต่ๆๆ พี่ก็เข้าใจว่า ในการทำพอร์ต มีพื้นที่ค่อนข้างจำกัดตามข้อกำหนดของแต่ละคณะ ดังนั้นเราจึงต้องเลือกเอากิจกรรมที่เราชื่นชอบมากที่สุด หรือภูมิใจมากที่สุดมาใส่ในพอร์ต ซึ่งนั่นแปลว่าอาจจะเป็นกิจกรรมที่เราทำมาแล้ว 2-3 ปี ทีนี้จะทำยังไงหล่ะพี่ เขียน Reflection ตอนนี้ยังทันไหม? “คำตอบคือ ทัน!! ก็ต้องทันแหล่ะ” แต่พี่อยากแนะนำให้น้องๆ ลองย้อนนึกถึงความรู้สึกในตอนนั้นขณะที่เราทำกิจกรรมนั้นสักนิด แล้วเอามาผสมรวมกับแพชชั่นที่เราอยากจะเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของคณะ สะท้อนเล่าสิ่งที่เราได้รับในมุมที่เกี่ยวข้อง หรือสามารถต่อยอดให้เกิดประโยชน์ในการศึกษาต่อ รวมไปถึงสายอาชีพของคณะที่เรายื่นพอร์ตได้เลย
ควรเขียน Reflection อย่างไร?
การเขียน Reflection ที่ดีพี่ว่าหลักๆ ควรอธิบายถึง 4 เรื่องนี้ให้ได้
- บริบทของผลงาน : กิจกรรมนั้นเกี่ยวข้องกับอะไร และมีวัตถุประสงค์อย่างไร?
- สิ่งที่คาดหวัง : ผลลัพท์ที่เราคาดการณ์ไว้ว่าจะเกิดขึ้นก่อนที่เราจะได้ลงมือทำสิ่งนั้น
- สิ่งที่ได้รับ : ได้เรียนรู้อะไรบ้างจากการลงมือทำ ได้รับผลลัพท์ตามที่คาดการณ์ไว้หรือไม่ อย่างไร?
- สิ่งนั้นช่วยพัฒนา หรือนำไปต่อยอดได้อย่างไร : อันนี้สำคัญมาก สะท้อนให้เห็นมุมมอง การคิดวิเคราะห์ของเรา แม้ว่าผลลัพท์จะเป็นไปตามคาด หรือไม่ก็ตาม ตรงนี้แหล่ะ ใส่ความเชื่อมโยงกับคณะที่เราจะยื่นพอร์ตเข้าไปให้เต็มที่! จัดเต็มได้ แต่ขอให้อยู่บนพื้นฐานของความเป็นจริงนะจ๊ะ
** สำคัญมากๆ คือ เขียนให้กระชับ ตรงประเด็น สะท้อนตัวตน และความคิดของเราให้ชัดเจน **
สำหรับน้องๆ ที่วางแผนในการสมัคร TCAS รอบ 1 หรือรอบ Portfolio แล้วกำลังทำพอร์ตอยู่ พี่ก็ขอเป็นกำลังใจและหวังว่าบทความนี้จะมีประโยชน์กับน้องๆ ไม่มากก็น้อย 📍แต่สำหรับน้องๆ คนไหนที่อยากได้เทคนิคดีๆ ในการเล่าผลงานสุดภาคภูมิใจให้ปังที่สุดในพื้นที่เขียนที่มีจำกัด ❗️มาสร้างผลงานของตัวเองให้โดดเด่นและบอกเล่าเรื่องราวของเราให้ดีที่สุดได้กับคอร์ส Medical Portfolio
✒เจาะลึกการเขียน 𝐒𝐭𝐚𝐭𝐞𝐦𝐞𝐧𝐭 𝐨𝐟 𝐏𝐮𝐫𝐩𝐨𝐬𝐞
✒เทคนิค 𝐌𝐀𝐑 𝐌𝐨𝐝𝐞𝐥 ที่จะทำงานเขียนของน้อง 𝐈𝐦𝐩𝐚𝐜𝐭!
✒ลงมือเขียนจริงทั้ง 𝐒𝐎𝐏 และ 𝐑𝐞𝐟𝐥𝐞𝐜𝐭𝐢𝐨𝐧𝐬 ของตัวเอง
✒เขียนเสร็จแล้ว พี่ตรวจให้! รับการตรวจและให้คำแนะนำโดยผู้เชี่ยวชาญผ่านระบบ 𝐖𝐫𝐢𝐭𝐢𝐧𝐠 𝐜𝐞𝐧𝐭𝐫𝐞
คอร์สเรียนนี้บอกเลยว่าพี่ ignite by OnDemand ทุกคนตั้งใจออกแบบมาเพื่อน้องๆ โดยเฉพาะ มาพิชิตจุดตัดสำคัญของคณะแพทย์รอบพอร์ต ด้วยกันครับ สนใจสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Line : @ignitebyondemand หรือคลิก
ดูรายละเอียดคอร์สเรียนด้วยตัวเองเพิ่มเติมได้ที่
Related Blog & News
ข่าวสารและกิจกรรมที่เกี่ยวข้อง
-
Blog, Medical TCAS 1 (Portfolio)
ไขความลับ BMAT Writing เขียนยังไงให้ปัง!
สวัสดีครับน้องๆ วันนี้พี่กั๊ก Ignite by OnDemand จะขอมาแชร์สิ่งที่เรียกได้ว่าเป็น Pain ของหลายคนมากๆ ที่กำลังเตรียมตัวสอบ BMAT ใน Part3 : Writing Task มีคนถามพี่มาว่า พี่! จะเอายังไงดี เพราะว่า BMAT Writing กับเวลาที่มีอยู่มันยากเหลือเกิน ขอคำแนะนำหน่อย น้องครับหลายๆ คนคงรู้ว่าปัญหาของ BMAT นอกจากการเขียนแล้ว ยังเป็นเรื่องของเวลาที่จำกัด เพราะเรามีเวลาแค่ 30 นาทีในการเขียน BMAT 1 คำถามของ Writing ให้เสร็จครับ ดังนั้น วันนี้พี่กั๊กขอมาแนะนำนะครับว่า เราจะจัดการกับ 30 นาทีนั้นยังไง ก่อนอื่นเรามาทำความรู้จักกับข้อสอบ BMAT Writing กันก่อนครับ ทำความเข้าใจกับข้อสอบ BMAT Writing Task (Part3) BMAT Writing เป็นหนึ่งใน 3 Part […]
Comments (0)
-
Blog, Medical TCAS 1 (Portfolio)
UCAT คืออะไร? ชวนรู้จักข้อสอบวัดความถนัด สู่คณะแพทย์-ทันตะใน UK
UCAT ข้อสอบวัดความถนัด คณะแพทย์-ทันตะใน UK วันนี้พี่แอดมินจะชวนน้องๆ มาทำความรู้จักกับอีกหนึ่งข้อสอบเฉพาะทางสัญชาติ UK ที่ปัจจุบันถูกใช้ในการคัดเลือกเข้าศึกษาต่อคณะแพทย์และทันตแพทย์ในสหราชอาณาจักร ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ ต้องบอกว่าข้อสอบ UCAT เป็น 1 ใน 2 การทดสอบหลักที่ได้รับการยอมรับจากสมาคมมหาวิทยาลัย UK แต่น่าเสียดายที่ BMAT กำลังจะถูกยกเลิกการสอบในช่วงปลายปี 2023 UCAT คืออะไร? UCAT ย่อมาจาก University Clinical Aptitude Test ซึ่งเป็นชื่อที่ถูกเปลี่ยนใหม่เมื่อปี 2019 จากเดิมนั้นใช้ชื่อว่า UKCAT หรือ UK Clinical Aptitude Test เป็นการทดสอบความถนัดทางคลินิก ที่มีความจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับการศึกษาต่อในหลักสูตรที่เกี่ยวกับการแพทย์และทันตแพทย์ แม้จะมีการปรับชื่อการทดสอบใหม่ แต่เนื้อหาการสอบนั้นยังคงเดิม รูปแบบของข้อสอบ UCAT ข้อสอบ UCAT เป็นข้อสอบแบบปรนัยทั้งหมด แบ่งออกเป็น 4 parts (Update 2025) 1.Verbal Reasoning […]
Comments (0)
-
Blog, SAT Subject Tests
รีวิวสอบเข้า ISE จุฬาฯ ด้วย SAT Subject Tests จากน้องโน้ต กรุงเทพคริสเตียน
สวัสดีน้องๆ ที่อยากสอบเข้า ISE หรือ คณะวิศวะอินเตอร์ จุฬาฯ ทุกคนนะครับ!! วันนี้พี่แอดมินพาพี่โน้ต รุ่นพี่ ignite ที่สอบติด ISE จุฬาฯ ปีล่าสุด มารีวิวการสอบเข้าวิศวะอินเตอร์ ด้วยคะแนน SAT Subject Tests เพื่อให้น้องๆ ได้ทราบว่าข้อสอบแต่ละวิชามีความยากง่ายอย่างไร ควรเตรียมตัววิชาไหนก่อนและเคล็ดลับการสอบติดจากพี่โน้ต เพื่อให้น้องๆ ทุกคนใช้เป็นแนวทางการเตรียมตัวได้อย่างถูกต้องนะครับ เคล็ดลับเตรียมตัวให้สอบติด ISE จุฬาฯ สำหรับพี่คิดว่าการเริ่มเตรียมตัวสอบเข้า ISE ตอน ม.5 เทอม 1 เป็นการเริ่มต้นที่ดีนะครับ ไม่ช้าเกินไป ยังพอมีเวลาเหลือให้เราสามารถไปทำกิจกรรมอย่างอื่นได้อีกด้วย ถ้าเริ่มต้นเตรียมตัวตอน ม.6 อาจจะทำให้เราเหนื่อยจนไม่ค่อยมีเวลาไปทำอย่างอื่นและถ้ายังไม่ได้คะแนนที่ต้องการในรอบแรก ก็จะมีเวลาแก้ตัวน้อยลงอีกด้วยนะครับ ยิ่งถ้าน้องๆ รู้ตัวและตั้งป้าหมายว่าจะเข้า ISE ตั้งแต่ ม.4 ยิ่งจะทำให้เราเตรียมตัวได้ไว เผลอๆ […]
Comments (0)
-
Blog
เทคนิคการเลือกวิชา IGCSE, A-Level ให้ได้คณะในฝัน
การเลือกวิชาใน IGCSE และ A-Level นั้นถือว่าสำคัญมากๆ เพราะเป็นการกำหนดอนาคตที่ใช้ยื่นคะแนนเข้าคณะในฝันของนักเรียนทุกคนที่เรียนหลักสูตรอังกฤษ เพราะหลักสูตรนี้ถือว่าได้รับการยอมรับในสากลจากมหาวิทยาลัยทั่วโลก นักเรียนหลายคนมักจะสับสนว่าควรเลือกวิชาที่ชอบ หรือวิชาที่จำเป็นดีกว่า ดังนั้นวันนี้พี่ๆ ignite จะมาแนะนำเทคนิคการเลือกแบบเข้าใจง่ายๆ ให้น้องๆ กันครับ ถ้าพร้อมแล้วก็มาเริ่มกันเลย !! ทำความรู้จักหลักสูตร IGCSE vs A-Level จากภาพด้านบน กล่าวได้ว่า IGCSE นั้นคือหลักสูตร 2 ปีสำหรับน้องๆ Year 10-11 ที่เป็นการเตรียมปูพื้นฐานวิชาให้มีองค์ความรู้รอบด้านและแน่นพอที่จะเลือกเรียนวิชาในขั้นสูงกว่า หรือการทำ A-Level อีกสองปี เพื่อยื่นคะแนนทั้ง 3 วิชานี้เข้ามหาวิทยาลัยที่น้องๆ ต้องการ ต่อมาเรามาดูกันว่าเราควรเลือกเรียนวิชาอะไรให้ตรงกับคณะที่เราต้องการเข้าศึกษาต่อ มาเริ่มกันที่หลักสูตรแรกนั้นก็คือ IGCSE เทคนิคการเลือกวิชา IGCSE โดยวิชาที่น้องๆ สามารถสอบได้ใน IGCSE นั้นแบ่งออกเป็น […]
Comments (0)
Comments